หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2554

อนุโมทนาวิธี

อนุโมทนาวิธี ( กรวดน้ำหลังถวายสังฆทาน )
( ผู้เป็นประธานเริ่มต้น )

ยะถา วาริวะหา ปูรา ปะริปูเรนติ สาคะรัง
เอวะเมวะ อิโต ทินนัง เปตานัง อุปะกัปปะติ
อิจฉิตัง ปัตถิตัง ตุมหัง ขิปปะเมวะ สะมิชฌะตุ
สัพเพ ปูเรนตุ สังกัปปา จันโท ปัณณะระโส ยะถา
มะณิ โชติระโส ยะถา ฯ

คำแปล
(ห้วงน้ำที่เต็มย่อมยังสมุทรสาครให้บริบูรณ์ได้ฉันใด ทานที่ท่านอุทิศให้แล้วแต่โลกนี้ ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่ผู้ที่ละโลกนี้ไปแล้วฉันนั้น ขออิฐผลที่ท่านปรารถนาแล้ว ตั้งใจแล้ว จงสำเร็จโดยฉับพลัน ขอความดำริทั้งปวงจงบริบูรณ์ เหมือนดังพระจันทร์วันเพ็ญ (และ) เหมือนแก้วมณีอันสว่างไสว)


( รับพร้อมกัน )

สัพพีติโย วิวัชชันตุ
(ความจัญไรทั้งปวงจงบำราศไป)
สัพพะโรโค วินัสสะตุ
(โรคทั้งปวงของท่านจงหาย)
มา เต ภะวัตวันตะราโย
(อันตรายอย่ามีแก่ท่าน)
สุขี ทีฆายุโก ภะวะ
(ท่านจงเป็นผู้มีความสุข มีอายุยืน)
อภิวาทะนะสีลิสสะ นิจจัง วุฑฒาปะจายิโน
จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง
(พรสี่ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ย่อมเจริญแก่บุคคล, ผู้มีปกติไหว้กราบ มีปกติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ เป็นนิตย์ ด้วยประการฉะนี้แล)

กรวดน้ำอิมินา (ตอนเย็น)

กรวดน้ำอิมินา

(นำ) ....หันทะ มะยัง อุททิสะนาธิฏฐานะคาถาโย ภะณามะ เส ฯ
(
เชิญเถิด พวกเราจงสวดอุททิสะนาธิฎฐานะคาถา กันเถิด )


(รับ) อิมินา ปุญญะกัมเมนะ ( ด้วยบุญนี้ อุทิศให้ )

อุปัชฌายา คุณุตตะรา (
อุปัชฌาย์ ผู้เลิศคุณ )

อาจริยูปะการา จะ (
แลอาจารย์ ผู้เกื้อหนุน )

มาตา ปิตา จะ ญาตะกา (ปิยา มะมัง)
( ทั้งพ่อแม่ แลปวงญาติ )

สุริโย จันทิมา ราชา (
สูรย์จันทร์ แลราชา )

คุณะวันตา นะราปิ จะ (
ผู้ทรงคุณ หรือสูงชาติ )

พรัมมะมารา จะ อินทา จะ (
พรหม มาร และอินทราช )

โลกะปาลา จะ เทวะตา
( ทั้งทวยเทพ และโลกบาล )

ยะโม มิตตา มะนุสสา จะ (
ยมราช มนุษย์มิตร )

มัชฌัตตา เวริกาปิ จะ (
ผู้เป็นกลาง ผู้จ้องผลาญ )

สัพเพ สัตตา สุขี โหนตุ (
ขอให้เป็นสุขศานติ์ ทุกทั่วหน้าอย่าทุกข์ทน )

ปุญญานิ ปะกะตานิ เม (
บุญผอง ที่ข้าพเจ้าทำ จงช่วยอำนวย ศุภผล )

สุขัง จะ ติวิธัง เทนตุ (
ให้สุขสามอย่างล้น )

ขิปปัง ปาเปถะ โว มะตัง ฯ (
ให้บรรลุถึง นิพพานพลัน )


อิมินา ปุญญะกัมเมนะ (
ด้วยบุญนี้ ที่เราทำ )

อิมินา อุททิสเสนะ จะ (
แลอุทิศ ให้ปวงสัตว์ )

ขิปปาหัง สุละเภ เจวะ (
เราพลันได้ ซึ่งการตัด )

ตัณหุปาทานะเฉทะนัง (
ตัวตัณหา อุปาทาน )

เย สันตาเน หินา ธัมมา (
สิ่งชั่ว ในดวงใจ )

ยาวะ นิพพานะโต มะมัง (
กว่าเราจะถึงนิพพาน )

นัสสันตุ สัพพะทา เยวะ (
มลายสิ้น จากสันดาน )

ยัตถะ ชาโต ภะเว ภะเว (
ทุกๆ ภพ ที่เราเกิด )

อุชุจิตตัง สะติปัญญา (
มีจิตตรง และสติ ทั้งปัญญา อันประเสริฐ )

สัลเลโข วิริยัมหินา (
พร้อมทั้งความเพียรเลิศ เป็นเครื่องขูดกิเลสหาย )

มารา ละภันตุ โนกาสัง (
โอกาส อย่าพึงมี แก่หมู่มารทั้งหลาย )

กาตุญจะ วิริเยสุ เม (
เป็นช่องประทุษร้าย ทำลายล้างความเพียรจม )

พุทธาธิปะ วะโร นาโถ (
พระพุทธเจ้า ผู้บวรนาถ )

ธัมโม นาโถ วะรุตตะโม (
พระธรรม เป็นที่พึ่งอันอุดม )

นาโถ ปัจเจกะพุทโธ จะ (
พระปัจเจกะพุทธะสมทบ )

สังโฆ นาโถต ตะโร มะมัง (
พระสงฆ์ ที่พึ่งผยอง )

เตโสตตะมานุภาเวนะ (
ด้วยอานุภาพนั้น )

มาโรกาสัง ละภันตุ มา (
ขอหมู่มาร อย่าได้ช่อง )

ทะสะปุญญานุภาเวนะ ( ด้วยเดชบุญ ทั้งสิบป้อง )

มาโรกาสัง ละภันตุ มา (
อย่าเปิดโอกาสแก่มาร เทอญ ฯ )

อาฏานาฏิยะปะริตตัง ( ย่อ )

อาฏานาฏิยะปะริตตัง (ย่อ)

สัพพะโรคะวินิมุตโต
สัพพะสันตาปะวัชชิโต
สัพพะเวระมะติกกันโต
นิพพุโต จะ ตุวัง ภะวะ ฯ
สัพพีติโย วิวัชชันตุ
สัพพะโรโค วินัสสะตุ
มา เต ภะวัตวันตะราโย
สุขี ทีฆายุโก ภะวะ
อะภิวาทะนะสีลิสสะ
นิจจัง วุฑฒาปะจายิโน
จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ
อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง ฯ

อายุโท

โภชะนะทานานุโมทะนาคาถา
( บทสวดนี้พระสงฆ์นิยมสวดหลังฉันอาหารบิณฑบาตทั่วไป )

อายุโท พะละโท ธีโร วัณณะโท ปะฏิภาณะโท
( ผู้มีปัญญา ให้อายุ ให้กำลัง ให้วรรณะ ให้ปฏิภาณ )

สุขัสสะ ทาตา เมธาวี สุขัง โส อะธิคัจฉะติ
( ผู้มีปัญญา ให้ความสุข ย่อมได้ประสพสุข )

อายุง ทัตวา พะลัง วัณณัง สุขัญจะ ปะฏิภาณะโท
( บุคคลผู้ให้อายุ พละ วรรณะ สุขะ แลปฏิภาณ )

ทีฆายุ ยะสะวา โหติ ยัตถะ ยัตถูปะปัชชะตีติ ฯ
( บังเกิดในที่ใดๆย่อมเป็นผู้มีอายุยืน มียศในที่นั้นๆ ดังนี้ )

วันอังคารที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

อะตีตะปัจจะเวกขะณะวิธี

(นำ) หันทะ มะยัง อะตีตะปัจจะเวกขะณะ ปาฐัง ภะณามะ เส ฯ

(ข้อว่าด้วยจีวร)
อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกขิต์วา ยัง จีวะรัง ปะริภุตตัง (จีวรใด อันเรานุ่งห่มแล้ว ไม่ทันพิจารณาในวันนี้), ตัง ยาวะเทวะ สีตัสสะ ปะฏิฆาตายะ (จีวรนั้น เรานุ่งห่มแล้ว เพียงเพื่อบำบัดความหนาว),
อุณ์หัสสะ ปฏิฆาตายะ (เพื่อบำบัดความร้อน), ฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิริงสะปะสัมผัสสานัง ปะฏิฆาตายะ (เพื่อบำบัดสัมผัสอันเกิดจากเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย), ยาวะเทวะ หิริโกปินะปะฏิจฉาทะนัตถัง ฯ
(และเพียงเพื่อปกปิดอวัยวะอันให้เกิดความละอาย)

(ข้อว่าด้วยบิณฑบาต) -> หลังฉัน
อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกขิต์วา โย ปิณฑะปาโต ปะริภุตโต (บิณฑบาตใด อันเราฉันแล้ว ไม่ทันพิจารณาในวันนี้), โส เนวะ ท์วายะ (บิณฑบาตนั้น เราฉันแล้ว ไม่ใช่เป็นเพื่อความเพลิดเพลินสนุกสนาน) นะ มะทายะ (ไม่ใช่เป็นไปเพื่อความเมามันเกิดกำลังพลังทางกาย) นะ
มัณฑะนายะ (ไม่ใช่เป็นไปเพื่อประดับ) นะ วิภูสะนายะ (ไม่ใช่เป็นไปเพื่อตกแต่ง), ยาวะเทวะ อิมัสสะ กายัสสะ ฐิติยา (แต่ให้เป็นไปเพียงเพื่อความตั้งอยู่ได้แห่งกายนี้) ยาปะนายะ (เพื่อความเป็นไปได้ของอัตตภาพ) วิหิงสุปะระติยา (เพื่อความสิ้นไปแห่งความลำบากทางกาย)
พรัหมะจะริยานุคคะหายะ (เพื่ออนุเคราะห์แก่การประพฤติพรหมจรรย์), อิติ ปุรานัญจะ เวทะนัง ปะฏิหังขามิ (ด้วยการทำอย่างนี้ เราย่อมระงับเสียได้ซึ่งทุกขเวทนาเก่า คือความหิว) นะวัญจะ เวทะนัง นะ อุปปาเทสสามิ (และไม่ทำทุกขเวทนาใหม่ให้เิกิดขึ้น), ยาต์รา
จะ เม ภะวิสสะติ อะนะวัชชะตา จะ ผาสุวิหาโร จาติ ฯ (อนึ่ง, ความเป็นไปโดยสะดวกแห่งอัตตภาพนี้ด้วย, ความเป็นผู้หาโทษมิได้ด้วย, และความเป็นอยู่โดยผาสุกด้วย, จักมีแก่เรา ดังนี้)


(ข้อว่าด้วยเสนาสนะ)
อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกขิต์วา ยัง เสนาสะนัง ปะริภุตตัง (เสนาสนะใด อันเราใช้สอยแล้ว ไม่ทันพิจารณาในวันนี้), ตัง ยาวะเทวะ สีตัสสะ ปะฏิฆาตายะ (เสนาสนะนั้น เราใช้สอยแล้ว เพียงเพื่อบำบัดความหนาว), อุณ์หัสสะ ปฏิฆาตายะ, ฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิริงสะปะสัมผัสสานัง ปะฏิฆาตายะ, ยาวะเทวะ อุตะปะริสสะยะวิโนทะนัง ปะฏิสัลลานารามัตถัง ฯ


(ข้อว่าด้วยคิลานเภสัช)
อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกขิต์วา โย คิลานะปัจจะยะเภสัชชะปะริกขาโร ปะริภุตโต, โส ยาวะเทวะ อุปปันนานัง เวยยาพาธิกานัง เวทะนานัง ปะฏิฆาตายะ, อัพ์ยาปัชฌะปะระมะตายาติ ฯ

วันพฤหัสบดีที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ธาตุปะฏิกูละปัจจะเวกขะณะวิธี

(นำ) หันทะ มะยัง ธาตุปฎิกูละปัจจะเวกขะณะ ปาฐัง ภะณามะ เส ฯ

(ข้อว่าด้วยจีวร)
ยะถาปัจจะยัง ปะวัตตะมานัง ธาตุมัตตะเมเวตัง (สิ่งเหล่านี้นี่ เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติเท่านั้น, กำลังเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนืองนิจ) ยะทิทัง จีวะรัง ฯ ตะทุปะภุญชะโก จะ ปุคคะโล (สิ่งเหล่านี้ คือจีวร, และคนผู้ใช้สอยจีวรนั้น) ธาตุมัตตะโก (เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ) นิสสัตโต (มิได้เป็นสัตวะอันยั่งยืน) นิชชีโว (มิได้เป็นชีวะอันเป็นบุรุษบุคคล) สุญโญ ฯ (ว่างเปล่าจากความหมายแห่งความเป็นตัวตน) สัพพานิ ปะนะ อิมานิ จีวะรานิ อะชิคุจฉะนียานิ (ก็จีวรทั้งหมดนี้ ไม่เป็นของน่าเกลียดมาแต่เดิม) อิมัง ปูติกายัง ปัต์วา (ครั้นมาถูกเข้ากับกายอันเน่าอยู่เป็นนิจนี้แล้ว) อะติวิยะ ชิคุจฉะนียานิ ชายันติ ฯ (ย่อมกลายเป็นของน่าเกลียดอย่างยิ่งไปด้วยกัน)


(ข้อว่าด้วยบิณฑบาต) -> ก่อนฉัน
ยะถา ปัจจะยัง ปะวัตตะมานัง ธาตุมัตตะเมเวตัง (สิ่งเหล่านี้นี่ เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติเท่านั้น, กำลังเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนืองนิจ) ยะทิทัง ปิณฑะปาโต ฯ ตะทุปะภุญชะโก จะ ปุคคะโล (สิ่งเหล่านี้ คือบิณฑบาต, และคนผู้บริโภคบิณฑบาตนั้น) ธาตุมัตตะโก (เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ) นิสสัตโต (มิได้เป็นสัตวะอันยั่งยืน) นิชชีโว (มิได้เป็นชีวะอันเป็นบุรุษบุคคล) สุญโญ ฯ (ว่างเปล่าจากความหมายแห่งความเป็นตัวตน) สัพโพ ปะนายัง ปิณฑะปาโต อะชิคุจฉะนีโย (ก็บิณฑบาตทั้งหมดนี้ ไม่เป็นของน่าเกลียดมาแต่เดิม) อิมัง ปูติกายัง ปัต์วา (ครั้นมาถูกเข้ากับกายอันเน่าอยู่เป็นนิจนี้แล้ว) อะติวิยะ ชิคุจฉะนีโย ชายะติ ฯ (ย่อมกลายเป็นของน่าเกลียดอย่างยิ่งไปด้วยกัน)


(ข้อว่าด้วยเสนาสนะ)
ยะถาปัจจะยัง ปะวัตตะมานัง ธาตุมัตตะเมเวตัง (สิ่งเหล่านี้นี่ เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติเท่านั้น, กำลังเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนืองนิจ) ยะทิทัง เสนาสะนัง ฯ ตะทุปะภุญชะโก จะ ปุคคะโล (สิ่งเหล่านี้ คือเสนาสนะ, และคนผู้ใช้สอยเสนาสนะนั้น) ธาตุมัตตะโก (เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ) นิสสัตโต (มิได้เป็นสัตวะอันยั่งยืน) นิชชีโว (มิได้เป็นชีวะอันเป็นบุรุษบุคคล) สุญโญ ฯ (ว่างเปล่าจากความหมายแห่งความเป็นตัวตน) สัพพานิ ปะนะ อิมานิ เสนาสะนานิ อะชิคุจฉะนียานิ (ก็เสนาสนะทั้งหมดนี้ ไม่เป็นของน่าเกลียดมาแต่เดิม) อิมัง ปูติกายัง ปัต์วา (ครั้นมาถูกเข้ากับกายอันเน่าอยู่เป็นนิจนี้แล้ว) อะติวิยะ ชิคุจฉะนียานิ ชายันติ ฯ (ย่อมกลายเป็นของน่าเกลียดอย่างยิ่งไปด้วยกัน)


(ข้อว่าด้วยคิลานเภสัช)
ยะถาปัจจะยัง ปะวัตตะมานัง ธาตุมัตตะเมเวตัง (สิ่งเหล่านี้นี่ เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติเท่านั้น, กำลังเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนืองนิจ) ยะทิทัง คิลานะปัจจะยะเภสัชชะปะริกขาโร ฯ ตะทุปะภุญชะโก จะ ปุคคะโล (สิ่งเหล่านี้ คือเภสัชบริขารอันเกื้อกูลแก่คนไข้, และคนผู้บริโภคเภสัชบริขารนั้น) ธาตุมัตตะโก (เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ) นิสสัตโต (มิได้เป็นสัตวะอันยั่งยืน) นิชชีโว (มิได้เป็นชีวะอันเป็นบุรุษบุคคล) สุญโญ ฯ (ว่างเปล่าจากความหมายแห่งความเป็นตัวตน) สัพโพ ปะนายัง คิลานะปัจจะยะเภสัชชะปะริกขาโร อะชิคุจฉะนีโย (ก็คิลานเภสัชบริขารทั้งหมดนี้ ไม่เป็นของน่าเกลียดมาแต่เดิม) อิมัง ปูติกายัง ปัต์วา (ครั้นมาถูกเข้ากับกายอันเน่าอยู่เป็นนิจนี้แล้ว) อะติวิยะ ชิคุจฉะนีโย ชายะติ ฯ (ย่อมกลายเป็นของน่าเกลียดอย่างยิ่งไปด้วยกัน)

ตังขะณิกะปัจจะเวกขะณะวิธี

(นำ) หันทะ มะยัง ตังขะณิกะปัจจะเวกขะณะ ปาฐัง ภะณามะ เส ฯ

(ข้อว่าด้วยจีวร)
ปะฏิสังขา โยนิโส จีวะรัง ปะฏิเสวามิ (เราย่อมพิจารณาโดยแยบคายแล้วนุ่งห่มจีวร), ยาวะเทวะ สีตัสสะ ปะฏิฆาตายะ (เพียงเพื่อบำบัดความหนาว), อุณ์หัสสะ ปะฏิฆาตายะ (เพื่อบำบัดความร้อน), ฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิริงสะปะสัมผัสสานัง ปะฏิฆาตายะ (เพื่อบำบัดสัมผัสอันเกิดจากเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย), ยาวะเทวะ หิริโกปินะปะฏิจฉาทะนัตถัง ฯ (และเพียงเพื่อปกปิดอวัยวะ อันให้เกิดความละอาย.)


(ข้อว่าด้วยบิณฑบาต)
ปะฏิสังขา โยนิโส ปิณฑะปาตัง ปะฏิเสวามิ (เราย่อมพิจารณาโดยแยบคายแล้วฉันบิณฑบาต), เนวะ ท์วายะ (ไม่ให้เป็นไปเพื่อความเพลิดเพลิน สนุกสนาน) นะ มะทายะ (ไม่ให้เป็นไปเพื่อความเมามันเกิดกำลังพลังทางกาย) นะ มัณฑะนายะ (ไม่ให้เป็นไปเพื่อประดับ) นะ วิภูสะนายะ (ไม่ให้เป็นไปเพื่อตกแต่ง), ยาวะเทวะ อิมัสสะ กายัสสะ ฐิติยา (แต่ให้เป็นไปเพื่อความตั้งอยู่ได้แห่งกายนี้) ยาปะนายะ (เพื่อความเป็นไปได้ของอัตตภาพ) วิหิงสุปะระติยา (เพื่อความสิ้นไปแห่งความลำบากทางกาย) พรัหมะจะริยานุคคะหายะ (เพื่ออนุเคราะห์แก่การประพฤติพรหมจรรย์), อิติ ปุราณัญจะ เวทะนัง ปะฏิหังขามิ (ด้วยการทำอย่างนี้, เราย่อมระงับเสียได้ ซึ่งทุกขเวทนาเก่า คือความหิว) นะวัญจะ เวทะนัง นะ
อุปปาเทสสามิ
(และไม่ทำทุกขเวทนาใหม่ให้เกิดขึ้น), ยาต์รา จะ เม ภะวิสสะติ อะนะวัชชะตา จะผาสุวิหาโร จาติ ฯ (อนึ่ง, ความเป็นไปโดยสะดวกแห่งอัตตภาพนี้ด้วย, ความเป็นผู้หาโทษมิได้ด้วย, และความเป็นอยู่โดยผาสุขด้วย, จักมีแก่เรา ดังนี้)


(ข้อว่าด้วยเสนาสนะ)
ปะฏิสังขา โยนิโส เสนาสะนัง ปะฏิเสวามิ (เราย่อมพิจารณาโดยแยบคายแล้วใช้สอยเสนาสนะ), ยาวะเทวะ สีตัสสะ ปะฏิฆาตายะ (เพียงเพื่อบำบัดความหนาว), อุณ์หัสสะ ปะฏิฆาตายะ (เพื่อบำบัดความร้อน), ฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิริงสะปะสัมผัสสานัง ปะฏิฆาตายะ (เพื่อบำบัดสัมผัสอันเกิดจากเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย), ยาวะเทวะ อุตุปะริสสะยะวิโนทะนัง ปะฏิสัลลานารามัตถัง ฯ (เพียงเพื่อบรรเทาอันตราย อันจะพึงมีจากดินฟ้าอากาศ, และเพื่อความเป็นผู้ยินดีอยู่ได้ ในที่หลีกเร้นสำหรับภาวนา.)


(ข้อว่าด้วยคิลานเภสัช)
ปะฏิสังขา โยนิโส คิลานะปัจจะยะเภสัชชะปะริกขารัง ปะฏิเสวามิ (เราย่อมพิจารณาโดยแยบคายแล้ว บริโภคเภสัชบริขารอันเกื้อกูลแก่คนไข้), ยาวะเทวะ อุปปันนานัง เวยยาพาธิกานัง เวทะนานัง ปะฏิฆาตายะ (เพียงเพื่อบำบัดทุกขเวทนาอันบังเกิดขึ้นแล้ว มีอาพาธต่างๆ เป็นมูล), อัพ์ยาปัชฌะ ปะระมะตายาติ ฯ (เพื่อความเป็นผู้ไม่มีโรคเบียดเบียน เป็นอย่างดี ดังนี้.)

(เมื่อจบบท ตังขะณิกะปัจจะเวกขะณะวิธี แล้ว มีการสวดมนต์ บทต่างๆ เช้าละ ๑ บทบ้าง ๒ บทบ้าง หมุนเวียนกันไป แล้วจึงขึ้นบทปัตติทานะคาถา เป็นบทสุดท้าย)